ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์
วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความล่าสุด

Filter Articles TH
ปล่อยเช่าคอนโด

ปล่อยเช่าคอนโดอย่างไรให้คุ้มค่า พร้อมข้อกฎหมายที่เจ้าของห้องต้องรู้

หลายคนที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ อาจมีคำถามในใจว่า “การซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มไหม” เมื่อเทียบกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนในช่วงนี้ แต่ความคุ้มค่าของการปล่อยเช่าคอนโดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลที่มีศักยภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงราคาซื้อเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ ไปจนถึงกลุ่มผู้เช่าเป้าหมายในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปหาคำตอบว่าการซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มค่าจริงหรือไม่ พร้อมเผยเคล็ดลับในการปล่อยเช่าให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ข้อกฎหมายสำคัญที่เจ้าของห้องต้องรู้ รวมถึงบริการที่จะช่วยให้การปล่อยเช่าคอนโดของคุณเป็นเรื่องง่ายและหายห่วง ซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มไหม เช็กปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า นักลงทุนควรวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อประเมินว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยสามารถสรุปปัจจัยหลักที่ควรพิจารณาได้ดังนี้ ปล่อยเช่าคอนโดระยะสั้น vs ระยะยาว แบบไหนดีกว่ากัน หากตัดสินใจปล่อยเช่าคอนโดแล้ว คำถามต่อไปที่เจ้าของห้องต้องคิดต่อ คือการเลือกระหว่างการปล่อยเช่าคอนโดระยะสั้น 1-6 เดือน หรือการปล่อยเช่าระยะยาวหลัก 1 ปีขึ้นไป เพราะการปล่อยเช่าทั้งสองแบบนี้มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน และเหมาะกับทำเลและความพร้อมของเจ้าของห้องที่ต่างกันไป ดังนี้ หัวข้อ ปล่อยเช่าระยะสั้น (1-6 เดือน) ปล่อยเช่าระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) ข้อดี ค่าเช่าต่อเดือนสูงกว่า สามารถปรับราคาตามฤดูกาลท่องเที่ยวได้ รายได้สม่ำเสมอต่อเนื่อง ดูแลง่าย เน้นตรวจสอบเป็นระยะๆ ข้อเสีย ต้องดูแลและทำความสะอาดห้องบ่อยตามการย้ายเข้าออก และมีความเสี่ยงด้านกฎหมายหากเช่าต่ำกว่า 30 วัน รายได้ต่อเดือนอาจต่ำกว่าการปล่อยเช่าระยะสั้นในบางช่วง เหมาะกับ คอนโดใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง คอนโดในย่านที่อยู่อาศัย หรือใกล้แหล่งงาน กฎหมายปล่อยเช่าคอนโดที่เจ้าของห้องต้องรู้ นอกจากเรื่องทำเลและรูปแบบการเช่าแล้ว เจ้าของห้องและนักลงทุนอสังหาฯ มือใหม่ยังควรทำความเข้าใจกฎหมายปล่อยเช่าคอนโดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเช่าคอนโด การปล่อยเช่าคอนโด ต้องแจ้งนิติไหม คำถามที่เจ้าของห้องมือใหม่มักสงสัย คือ “การปล่อยเช่าคอนโด ต้องแจ้งนิติไหม” โดยปกติแล้วเจ้าของห้องไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งขออนุญาตจากนิติบุคคลก่อนปล่อยเช่าห้องของตนเอง เนื่องจากเป็นสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เจ้าของห้องสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม เว้นแต่จะมีข้อบังคับจากนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้เช่าและเจ้าของห้องเอง รวมถึงเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบและดูแลอาคาร เจ้าของห้องควรแจ้งข้อมูลผู้เช่าให้นิติบุคคลทราบ เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ และช่วงเวลาที่เข้าพักอาศัย เพื่อให้นิติบุคคลสามารถออกบัตรผ่านเข้า-ออกอาคาร หรือประสานงานในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน การตรวจสอบอาคารและสภาพห้องก่อนปล่อยเช่า อีกหนึ่งขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม คือ การตรวจสอบอาคารและสภาพห้องให้ละเอียดทั้งก่อนและหลังส่งมอบห้อง ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา เครื่องปรับอากาศ โครงสร้างของห้อง และเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่ง เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปล่อยเช่าคอนโด 1. แนวทางการปล่อยเช่าคอนโดให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้การปล่อยเช่าคอนโดเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย เจ้าของห้องควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 2. ควรเรียกเก็บเงินมัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าเท่าไหร่ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ได้กำหนดให้มีการเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันความเสียหาย (เงินมัดจำ) โดยเรียกเก็บรวมกันได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยทั่วไปแล้ว มักแบ่งการเรียกเก็บเป็นเงินประกันความเสียหาย 2 เดือน และเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนก่อนเข้าพักอาศัย…

กฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ซื้อผู้ขายต้องรู้

ในความเข้าใจของคนทั่วไป การซื้อขายบ้านหรือคอนโดอาจดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ตกลงราคา จ่ายเงิน แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ แต่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้กลับมีรายละเอียดทางกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อน ที่หากมองข้ามขั้นตอนสำคัญไป ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้ ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรทราบ ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน การทำสัญญาที่รัดกุม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การซื้อขายบ้านหรือคอนโดของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด ภาพรวมกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรรู้ ก่อนเข้าสู่รายละเอียดของสัญญาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ซื้อและผู้ขายควรทำความเข้าใจภาพรวมก่อนว่ากฎหมายกำหนดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไว้อย่างไรบ้าง โดยเริ่มต้นจาก อสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายคืออะไร? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 นิยามคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” หมายถึง ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ทั้งที่ดินและทรัพย์สินที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมถึงสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นด้วย โดยตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น บ้านบางนา ทาวน์โฮม และคอนโดติดรถไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น ขั้นตอนหลักในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝั่ง โดยสามารถสรุปลำดับขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้ ขั้นตอนเหล่านี้ ถือเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายคอนโดมือสอง หรือบ้านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น การตรวจสอบเงื่อนไขบางประการร่วมกับนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ เป็นต้น การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขั้นตอนการทำสัญญา ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง เพราะหากดำเนินการผิดพลาด หรือมีข้อมูลในสัญญาที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้การซื้อขายล้มเหลวและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ สัญญาจะซื้อจะขาย VS สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด หลายคนอาจสงสัยว่าสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ให้นิยามของ “สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์” ว่าเป็นข้อตกลงที่ผู้ขายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินให้ผู้ขายตามที่ตกลงกันไว้ โดยสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์จริง มักใช้ในช่วงที่ผู้ซื้อวางเงินมัดจำให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันและเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะซื้อ-ขายกันตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ เช่น ราคา วันโอน หรือเงื่อนไขการผ่อนชำระ ตามมาตรา 456 วรรคสอง สัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลบังคับใช้ ก็ต่อเมื่อมีอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เกิดขึ้น 2. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาซื้อขายที่ทำในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์จริง โดยต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้น จึงจะถือว่าการซื้อขายนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย โดยกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ระบุว่า หากการซื้อขาย ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียมไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สัญญาซื้อขายนั้นจะถือเป็น “โมฆะ” แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้ผู้ขาย หรือมีการทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรทำความเข้าใจความแตกต่างของสัญญาทั้งสองรูปแบบให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง โดยสามารถสรุปได้ตามตารางนี้ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ทำเมื่อไหร่ ช่วงวางเงินมัดจำ วันโอนกรรมสิทธิ์จริง ทำที่ไหน…

การตรวจสอบอาคารคืออะไร รู้สัญญาณเตือนล่วงหน้าและวิธีเลือกบริษัทตรวจสอบ

สำหรับเจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลบางท่าน “การตรวจสอบอาคาร” อาจเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปัญหาโครงสร้างเล็กๆ ค่อยๆ ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานโดยตรง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการใช้งานอาคาร โดยเฉพาะในคอนโดมือสองหรืออาคารที่ผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าอาคารที่สร้างใหม่ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบอาคาร ตั้งแต่สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ขอบเขตของงานตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงแนะนำบริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของอาคารและนิติบุคคลอย่างครบวงจร สัญญาณเตือนที่บอกว่าควรตรวจสอบโครงสร้างอาคารเก่าโดยด่วน การสังเกตสัญญาณเตือนทางกายภาพต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบและรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ รอยร้าวและการทรุดตัว ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่เพียงส่งผลต่อสภาพอาคารเท่านั้น แต่ยังเพื่อความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และส่งผลเสียต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาวได้อีกด้วย ดังนั้น การหมั่นสังเกตและตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของอาคารทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมวางแผนการตรวจสอบและซ่อมแซมแก้ไขอย่างทันท่วงที การตรวจสอบอาคาร ตรวจอะไรบ้าง เจาะลึกขอบเขตงานที่สำคัญ หากมีคำถามว่าการตรวจสอบอาคารนั้นครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ทวิ ได้กำหนดขอบเขตของงานตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถสรุปออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1. ความมั่นคงของโครงสร้าง การตรวจสอบอาคารในด้านแรก คือ การประเมินความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร ทั้งสภาพความสมบูรณ์ของโครงสร้างหลัก การต่อเติมดัดแปลงหรือปรับปรุงสภาพอาคารที่อาจส่งผลต่อการรับน้ำหนัก รวมถึงตรวจหาความชำรุดสึกหรอต่างๆ เพื่อประเมินว่าอาคารยังสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 2. ระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร จะเน้นประเมินความสามารถในการทำงานของระบบต่างๆ และการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ 3. สมรรถนะของระบบและอุปกรณ์ของอาคารเพื่ออพยพผู้ใช้อาคาร การประเมินสมรรถนะของบันไดหนีไฟ ทางหนีไฟ เครื่องหมายและไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน รวมถึงระบบแจ้งสัญญาณเตือนภัยว่าสามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ใช้อาคารสามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 4. ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคาร การตรวจสอบอาคารยังครอบคลุมไปถึงแผนบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ได้แก่ แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย แผนการซ้อมอพยพผู้ใช้อาคาร แผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคาร และแผนการบริหารจัดการของผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อให้ทุกฝ่ายพร้อมรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง อาคาร 9 ประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจสอบ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีการกำหนดอาคาร 9 ประเภทที่ต้องผ่านการตรวจสอบอาคารตามกฎหมายเป็นประจำทุกปี ได้แก่ โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมที่เป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นทำเลสำหรับเช่าคอนโดสุขุมวิท คอนโดอ่อนนุช หรือคอนโดติดรถไฟฟ้า ต่างๆ ควรได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน บริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อทราบถึงความสำคัญและขอบเขตของการตรวจสอบอาคารแล้ว การเลือกผู้ให้บริการตรวจสอบอาคารที่มีความน่าเชื่อถือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยพลัสฯ ได้ร่วมมือกับ “ทัช พร็อพเพอร์ตี้” บริษัทในเครือที่เชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารและการตรวจสอบอาคารครบวงจรมากว่า 17 ปี พร้อมประสบการณ์ตรวจสอบอาคารมาแล้วกว่า 5 ล้านตารางเมตร เพื่อมอบบริการตรวจสอบอาคารที่ครอบคลุมทุกมิติให้กับเจ้าของอาคารและนิติบุคคล ทำไมต้องเลือก PLUS และ TOUCH การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอ…

รวม 16 คอนโดใกล้มหาลัยฯ ถูกใจนักศึกษาและวัยทำงาน

การตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในวัยเรียนหรือช่วงเริ่มต้นทำงาน ถือเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่สำคัญ โดยเฉพาะการเลือกพักอาศัยในคอนโดใกล้มหาลัย ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละวันแล้ว คอนโดใกล้มหาลัยยังมอบความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในบทความนี้ พลัสฯ จึงได้รวบรวม 16 โครงการคอนโดใกล้มหาลัยฯ คุณภาพครอบคลุม 6 ทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครอง นักศึกษา คนทำงานด้านการศึกษา รวมถึงนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสปล่อยเช่าในย่านสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬา ที่น่าสนใจ ย่านใจกลางเมืองอย่างปทุมวัน สามย่าน และราชเทวี ถือเป็นศูนย์กลางที่แวดล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สยามสแควร์ และศูนย์การค้าชั้นนำโดยรอบ การเลือกคอนโดย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตเหนือระดับ พร้อมสะดวกด้วยขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว 1. แอชตัน จุฬา-สีลม (Ashton Chula-Silom) คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬาฯ ระดับลักชัวรีที่มาพร้อมกับอาคาร High Rise 56 ชั้น บนทำเลใจกลางสามย่าน เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT เชื่อมต่อทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและย่านธุรกิจโดยรอบ โดดเด่นด้วยดีไซน์กระจกแบบ Curved Facade ที่ดูเรียบหรู ล้ำสมัย พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาด 2 ชั้นที่ครบครัน ตอบโจทย์การเป็นคอนโดใกล้มหาลัยสำหรับทั้งนักศึกษาและคนทำงาน ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 34.0 ตารางเมตร คลิก 2. เดอะ ไลน์ ราชเทวี (The Line Ratchethewi) คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬาฯ บนทำเลราชเทวี ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS เชื่อมต่อทั้งย่านประตูน้ำ พญาไท สยาม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดดเด่นด้วยอาคารสูง 38 ชั้น ตกแต่งภายนอกด้วยโทนสีดำ-ทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ จัดเต็มทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและรูปแบบห้องพักที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เงียบสงบแต่ใกล้ชิดย่านสยาม-ราชเทวี ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 32.62 ตารางเมตร คลิก 3. ไพน์ บาย แสนสิริ (Pyne by Sansiri) คอนโดใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มาพร้อมกับอาคาร High Rise 42 ชั้น และทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าหน้าโครงการแบบก้าวเดียวถึง มอบความได้เปรียบสูงสุดในการเดินทาง ตอบโจทย์การพักอาศัยด้วยห้องพักให้มีความโปร่งกว้างขวางเป็นพิเศษ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมที่ครบครัน ในทำเลทองคำในย่านราชเทวี ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 47.0 ตารางเมตร คลิก คอนโดใกล้ มศว อโศก ที่น่าสนใจ…

ขายคอนโดมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเคล็ดลับปล่อยห้องไว ได้กำไรดีฉบับมือโปร

ขายคอนโดมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเคล็ดลับปล่อยห้องไว ได้กำไรดีฉบับมือโปร

การตัดสินใจปล่อยขายคอนโดมือสองนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การแปะประกาศหน้าโครงการหรือโพสต์รูปภาพลงบนอินเทอร์เน็ตแล้วรอให้ผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามา เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีห้องคอนโดอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะแข่งขันกับห้องของคุณ หากไม่มีจุดเด่นที่กระตุ้นผู้ซื้อให้สนใจ ห้องคอนโดที่ลงขายก็ยากที่จะมีใครสนใจ ไร้การติดต่อกลับ หรืออาจถูกกดราคาจนกำไรที่คาดหวังไว้หายไปไม่เหลือ เพื่อให้การขายคอนโดมือสองเป็นเรื่องง่ายและตอบโจทย์การลงทุน ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปไขข้อสงสัยว่า การขายคอนโดมือสองต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม การจัดการเอกสารสำคัญทางกฎหมายที่ห้ามตกหล่น ไปจนถึงเทคนิคการต่อรองเพื่อปิดดีลให้สำเร็จลุล่วง ก่อนขายคอนโดมือสอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนขายคอนโดมือสอง คือ การเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร โดยเฉพาะโฉนดห้องชุด หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช. 2) ของห้องคอนโดที่จะขายว่ามีข้อมูลต่างๆ ถูกต้องตรงตามชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ์ขาดในการซื้อขาย พร้อมตรวจสอบภาระผูกพันกับสถาบันการเงินอย่างละเอียด ว่าไม่มีภาระจำนองหรือการติดภาระอื่นๆ รวมถึงการตรวจสอบค่าส่วนกลางค้างชำระและขอใบปลอดหนี้จากนิติบุคคล เพื่อใช้ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่หากขาดไปก็อาจสร้างปัญหาในการขายคอนโดมือสองได้ ห้องที่ดูทรุดโทรมมักทำให้ห้องคอนโดราคาตกลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เจ้าของห้องจึงควรประเมินสภาพห้องและซ่อมแซมจุดบกพร่อง จุดชำรุดเสียหายต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มขายคอนโดมือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเช็กการทำงานระบบไฟฟ้าและน้ำประปา  ตรวจสอบจุดรั่วซึมในห้องน้ำและระเบียง รอบแตกร้าวตามผนัง พื้นบวมแตก วอลล์เปเปอร์ลอกหลุด และจุดอื่นๆ เพื่อให้คอนโดของเราอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด สร้างความมั่นใจ ดึงดูดผู้ซื้อ และลดปัญหาการต่อรองจากสภาพห้องที่ทรุดโทรม แม้ว่าห้องคอนโดของเราจะตกแต่งเป็นอย่างดี อยู่ในทำเลทอง และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่หากตั้งราคาหลุดจากความเป็นจริง ก็จะปิดการขายได้ยากยิ่งขึ้น การตั้งราคาขายคอนโดมือสองให้เหมาะสม จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยเริ่มจากการนำข้อมูลราคาประเมินต่อตารางเมตรของกรมธนารักษ์และราคาซื้อขายจริงของห้องคอนโดอื่นๆ ในทำเลและขนาดใกล้เคียงมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อหาช่วงราคาที่เหมาะสมกับห้องของเรา นอกจากราคาตลาดแล้ว การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของคอนโดก็สำคัญไม่แพ้กัน เจ้าของห้องควรพิจารณาว่าใครบ้างที่จะเลือกอยู่ห้องของเรา เช่น ชาวต่างชาติที่ต้องการคอนโดย่านสุขุมวิทที่มีคอมมูนิตีนานาชาติขนาดใหญ่ หรือคนทำงานทั่วไปที่มองหาคอนโดอ่อนนุชในราคาเข้าถึงง่าย เพราะแต่ละกลุ่มต่างมีความต้องการและราคาในใจที่แตกต่างกัน การมองหาจุดสมดุลระหว่างราคาที่คุ้มค่าและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ จะช่วยให้คอนโดมือสองของเราน่าสนใจและปิดการขายได้เร็วยิ่งขึ้น เทคนิคการขายคอนโดให้ได้ราคาดีและปิดการขายไว หนึ่งในวิธีขายคอนโดให้ออกไวและมีประสิทธิภาพ คือ การตกแต่งปรับปรุงห้องพักให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เช่น การทาสีผนังห้องใหม่ด้วยโทนสีขาว หรือสีเบจที่ช่วยพรางตาให้ห้องดูกว้างขวาง สะอาดตาขึ้น การเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นโทนสีอบอุ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย รวมถึงการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้ดูน่าสนใจ ไม่แออัด ในสไตล์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถจินตนาการถึงการใช้ชีวิตในห้องคอนโดได้ง่ายขึ้น หลังจากที่มีผู้เริ่มสนใจคอนโดแล้ว เทคนิคขั้นต่อไป คือ การเจรจาราคาต่อรองราคาและเงื่อนไขต่างๆ กับผู้ที่สนใจซื้อ เพื่อหาข้อตกลงและปิดการขายคอนโดมือสองตามที่ต้องการ โดยเคล็ดลับของการวางแผนเจรจาต่อรองนั้น มีตั้งแต่การใช้ข้อมูลราคากลางและสถิติราคาขายจริงในอดีตเพื่อสนับสนุนการตั้งราคาของเรา เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นถึงความสมเหตุสมผล และโปร่งใส ไม่ได้เป็นการตั้งราคาเผื่อต่อที่สูงจนเกินไป หรือการเลือกใช้การเจรจาแบบ Win-Win เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพอใจกับข้อเสนอ เช่น การเสนอแถมเครื่องใช้ไฟฟ้า สิทธิ์จอดรถ หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญบางชิ้นเพื่อชดเชยกับราคาที่ผู้ซื้อขอต่อรอง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าและช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น ทำเลคือสิ่งที่นักลงทุนอสังหาฯ ต่างให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เสมอ หากห้องคอนโดอยู่ในทำเลทองยอดนิยม เช่น ทำเลใกล้แหล่งงาน ใกล้ย่านเศรษฐกิจ หรือเป็นคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสำคัญ เจ้าของห้องก็ควรที่จะชูจุดเด่นสำคัญนี้เป็นหลัก รวมถึงการเดินทางจากคอนโดไปยังแหล่งงานหรือสถานีรถไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกถึงความคุ้มค่าในทำเลดังกล่าว เลือกช่องทางขายคอนโดมือสองอย่างไรให้ถูกจุด การลงประกาศบนเว็บไซต์หรือในชุมชนออนไลน์ต่างๆ ถือเป็นช่องทางหลักที่จะช่วยให้ผู้คนพบเจอกับประกาศขายของเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งการลงประกาศที่ดีนั้น ควรเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีจำนวนผู้เข้าใช้งานสูง มีฟีเจอร์เสริมในการดันประกาศ เพื่อให้โพสต์ขายคอนโดมือสองของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงการเลือกใช้คำโปรยที่สะดุดตา เช่นการชูจุดเด่นด้านทำเล ขนาดห้อง สิ่งอำนวยความสะดวก…

คอนโดสุขุมวิทน่าอยู่

แนะนำ 9 คอนโดสุขุมวิท ครบทุกช่วง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

สุขุมวิท คือหนึ่งในทำเลศูนย์กลางแห่งความเจริญและไลฟ์สไตล์คนเมืองของกรุงเทพฯ ที่สะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จได้อย่างชัดเจน ทั้งการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ไปจนถึงแหล่งงานและย่านเศรษฐกิจชั้นนำ ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นแหล่งรวมโครงการคอนโดสุขุมวิทชั้นนำมากมายที่เป็นที่ต้องการของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย ในบทความนี้ พลัสฯ ขอแนะนำ 9 คอนโดสุขุมวิทน่าอยู่ ครอบคลุมตั้งแต่สุขุมวิทตอนต้นจรดปลาย พร้อมเจาะลึกตั้งแต่ความน่าสนใจของทำเล แนวโน้มราคา ไปจนถึงการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้คุณเลือกคอนโดแถวสุขุมวิทให้เช่าหรือซื้อได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้ชีวิต แนะนำ 9 คอนโดสุขุมวิทน่าอยู่ 1. เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101 (The Line Sukhumvit 101) คอนโดมิเนียม High Rise 38 ชั้น ทำเลติดถนนสุขุมวิท ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี โดดเด่นด้วยห้องพักเพดานสูงสไตล์ Duplex 3.4 – 5.5 เมตร ที่ให้ความโปร่งโล่งสบายในการพักอาศัย พร้อมความสะดวกสบายครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่สำหรับทำกิจกรรมและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และการเดินทางที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ในทำเลสุขุมวิทตอนปลายแห่งนี้ ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 42.4 ตารางเมตร คลิก 2. เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ (The Monument Thonglor) คอนโดสุขุมวิทระดับ Ultra-Luxury ในย่านไลฟ์สไตล์อย่างทองหล่อ โดดเด่นด้วยตัวอาคาร High Rise สูงถึง 45 ชั้น ภายใต้แนวคิด Luxury is Space ด้วยพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ โปร่งโล่ง เป็นส่วนตัว มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่หรูหราเหนือระดับ พร้อมวิวทิวทัศน์ใจกลางเมืองแบบพาโนรามา ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่ล้อมรอบโครงการ ถือเป็นหนึ่งในคอนโดสุขุมวิทที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในย่านนี้ ยูนิตแนะนำ: 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 125.25 ตารางเมตร คลิก 3. ฮาสุ เฮาส์ (Hasu Haus) คอนโดสุขุมวิทสไตล์รีสอร์ต Low Rise 7 ชั้น ภายในพื้นที่ T77 คอมมูนิตีคอนโดอ่อนนุช โดดเด่นด้วยการผสานไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้ากับพื้นที่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นสไตล์มินิมอล มอบบรรยากาศการอยู่อาศัยที่เงียบสงบ ร่มรื่น ควบคู่ไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อการใช้ชีวิตที่ลงตัวในทำเลยอดนิยมของย่านสุขุมวิทตอนปลาย ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน…

ข่าวสารจากพลัสฯ​

แสนสิริ พลัสฯ ดูแลเคียงข้างลูกบ้าน ชูมาตรการ Home Isolation

แสนสิริ พลัสฯ ดูแลเคียงข้างลูกบ้าน ชูมาตรการ Home Isolation สานต่อ No One Left Behind ทุกครอบครัวในคอมมูนิตี้จะต้องรอดไปด้วยกัน แสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมดูแลลูกบ้าน-พนักงาน-คู่สัญญา ในโครงการที่อยู่อาศัยที่พลัสฯ ดูแลกว่า 85,000 ครัวเรือน เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัย สู่เป้าหมายทุกคนในโครงการจะต้องรอดไปด้วยกัน ยกระดับการดูแลลูกบ้านช่วง Home Isolation ผ่าน 4 มาตรการหลัก – ตรวจสอบ ติดตาม ประสานงาน ดูแล เพื่อช่วยเหลือลูกบ้านรวมทั้งดูแลทุกคนในโครงการให้ปลอดภัยและผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปด้วยกันอีกครั้ง พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือทุกคนในคอมมูนิตี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “No One Left Behind” #แสนสิริไม่ทอดทิ้งใคร ที่แสนสิริทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือ 4 เสาสังคม นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ปัจจุบันมีการรายงานจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 15,000 – 20,000 ราย ซึ่งที่ผ่านมาตลอดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แสนสิริให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพการใช้ชีวิต ใส่ใจและห่วงใยสุขภาพของทุกครอบครัวแสนสิริ เฝ้าระวังการระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือ ออกมาตรการที่เข้มข้นเพื่อดูแลครอบครัวแสนสิริมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแสนสิริได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือ 4 เสาสังคม ลูกค้า-พนักงาน-ผู้ถือหุ้น-สังคม ภายใต้โครงการ “No One Left Behind” #แสนสิริไม่ทอดทิ้งใคร เพื่อสังคมจะต้องรอดไปด้วยกัน เพราะการสร้างสังคมที่ดี สร้างชีวิตที่ดี ที่แสนสิริ…..เรารวมถึง “ทุกคน” ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของแสนสิริที่เราจะไม่ทอดทิ้งใคร โดยในส่วนของลูกบ้าน แสนสิริขานรับมาตรการ Home Isolation ได้มีการร่วมผนึกกำลังกับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในการดูแลและอำนวยความสะดวกลูกบ้านกว่า 85,000 ครัวเรือน ตั้งการ์ดเชิงรุก เพิ่มมาตรการตรวจสอบ, ติดตาม, ประสานงาน, ดูแลและอำนวยความสะดวกลูกบ้านอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังขยายการดูแลทั้งการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มทำให้ทีมงานได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว “WE ARE VACCINATED” และการจัดตั้งกองทุน Sansiri Care Relief Fund ระดมทุนจากคณะผู้บริหารเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท ดูแลครอบคลุมไปยังพนักงานนิติบุคคลและพนักงานจากบริษัทคู่สัญญาที่เข้าปฏิบัติงานในโครงการให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างไร้กังวล สร้างความปลอดภัยและอุ่นใจสูงสุดให้กับครอบครัวแสนสิริ สร้างคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัยให้สังคมรอดไปด้วยกัน นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารที่พักอาศัย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพลัสฯ ได้มีมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติด้านการดูแลและป้องกันโควิด-19 ในโครงการที่อยู่อาศัย มีการตั้งการ์ดเชิงรุก และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีในส่วนของการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน…

เทคโนโลยี IoT เรื่องสำคัญในการเลือกที่อยู่อาศัยยุคใหม่

โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคของ Internet of Things (IoT) เพราะเทคโนโลยีการอยู่อาศัยไม่เพียงแค่แต่ละอุตสาหกรรมต่างนำอุปกรณ์ IoT และ Big Data Analytics เข้ามาสนับสนุนธุรกิจของตนเท่านั้น อุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้านเรือนเองต่างก็สามารถเชื่อมต่อหากันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด ทีวี ตู้เย็น หรือแม้แต่เครื่องชงกาแฟเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คนยุคใหม่ IoT คือ สัญญาณเครือข่ายที่เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยเซ็นเซอร์ โปรแกรม หรือเทคโนโลยีอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ระบบ ที่เชื่อมหากันติดต่อ แลกเปลี่ยน ถ่ายโอนข้อมูลกันได้ผ่านสัญญาณอินเทอร์เนต วงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันการเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้านเดี่ยว หรือทาวน์โฮม ในหลายทำเล หลายระดับราคา ซึ่งก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่การจะซื้อบ้านซักหลัง คอนโดซักห้อง การตัดสินใจก่อนเลือกซื้อเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี ทั้งเรื่องทำเล ราคา และตัวโครงการแล้ว แต่หากในยุคนี้จะพิจารณาเพียงปัจจัยเท่านั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะที่อยู่อาศัยจะต้องอยู่กับเราไปอีกนาน สิ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตก็คงไม่พ้นเทคโนโลยีในการอยู่อาศัย การพิจารณาให้ลึกถึงเทคโนโลยีที่ผู้พัฒนาโครงการ (Developer) นำมาใช้ในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะ IoT จึงจำเป็นมากในปัจจุบัน เทคโนโลยีการอยู่อาศัย IoT กับการรักษาความปลอดภัย การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินไปกดปุ่มคำสั่งที่ตัวเครื่อง ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น และในปัจจุบันมีการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระบบ IoT กันขึ้นมามากมาย เช่น Homepod จาก Apple,หรือ Google Home เป็นต้น นอกจากความสะดวกสบายที่แต่ละโครงการมอบให้ สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่อง ความปลอดภัยในการผสานเทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาใช้ในโครงการมีทั้งบริเวณส่วนกลาง (Off-unit) และภายในห้องพักหรือบ้านพักอาศัย (In-unit) ของโครงการ ที่นอกเหนือไปจากความปลอดภัยในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปที่เราคุ้นเคยก็คือการดูแลโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ประจำโครงการ แต่การรักษาความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมด้วย ดูได้จาก การมีระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้เข้ามาในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระบบคีย์การ์ดในการเข้าถึงห้องพักหรือส่วน Facility ในโครงการ หรือการควบคุม Visitor ควรมีการแลกบัตรประชาชนหรือลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลภายนอกที่จะเข้าไปในโครงการว่าเป็นใคร มาติดต่อลูกบ้านท่านใด มีระบบ CCTV ที่ครอบคลุมในพื้นที่โดยรอบโครงการและในจุดเสี่ยง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราในช่วงเวลาต่างๆซึ่งนี่ก็เป็นองค์ประกอบเบื้องต้นในการดูแลความปลอดภัยในโครงการ การนำเทคโนโลยีการอยู่อาศัย IoT เข้ามาใช้ในวงการอสังหาฯ ขอยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้เป็นแห่งแรกในวงการอสังหาฯ และเป็นแห่งเดียวในตอนนี้ อย่าง LIV-24 บริการดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่อาคารสิริแคมปัส ที่ทางพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ใช้บริหารจัดการด้านวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลในโครงการที่พักอาศัยในโครงการจากการพัฒนาร่วมกันกับทางแสนสิริ โดยเป็นศูนย์เฝ้าระวังที่เชื่อมต่อระบบต่างๆ จากในโครงการมายังส่วนกลาง เพื่อนำข้อมูล real time มาจัดการรับมือภายใต้ภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ส่วนกลาง (Security Monitoring) และระบบวิศวกรรมอาคารส่วนกลาง (IoT Facility…

เปิดกลยุทธ์การดูแลระบบวิศวกรรมอาคารโครงการที่พักอาศัย ด้วยการทำ Preventive Maintenance

รู้จักกลยุทธ์ Preventive Maintenance การดูแล และซ่อมบำรุงระบบวิศวกรรมในอาคารสูง คอนโดมิเนียม แบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ ตัวช่วยการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอย่างยั่งยืน Preventive Maintenance (PM) คือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เป็นหนึ่งในรูปแบบการดูแลสภาพระบบวิศวกรรม เครื่องจักร และอุปกรณ์ภายในโครงการที่ใช้การตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ตามเวลาที่มีการกำหนดเอาไว้ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ ระบบ Preventive Maintenance (PM) ยังเป็นการซ่อมบำรุงตามกำหนดเวลาก่อนที่เครื่องจักรจะเกิดชำรุดเสียหาย ป้องกันการหยุดของเครื่องจักรโดยเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของทรัพย์สินอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานในอาคารได้อีกด้วย พอใกล้จะถึงสิ้นปีผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมก็จะต้องเริ่มเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัยในปีหน้า นั่นคือค่าส่วนกลาง ซึ่งค่าส่วนกลางนั้นแต่ละคนจะจ่ายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับโครงการกำหนด รวมถึงขนาดพื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งค่าส่วนกลางอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นได้ เช่นในกรณีหากมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในโครงการปรับเพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรงในการจ้างบุคลากร หรือ ค่าบำรุงรักษาระบบเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ นั่นหมายถึงว่า ต้องมีการบริหารจัดการงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจซบเซาเช่นปัจจุบัน การมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในโครงการย่อมไม่ดีแน่ ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ การหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพื่อให้เหลืองบประมาณรวมไว้ใช้ยามจำเป็น ซึ่งสิ่งแรกที่ทุกโครงการสามารถทำได้ไม่ยากก็เริ่มจากการประหยัดน้ำประหยัดไฟส่วนกลาง เช่น การปิดไฟห้องอเนกประสงค์หรือห้องออกกำลังกายเมื่อไม่มีผู้ใช้งาน แต่การประหยัดเพียงเท่านี้ย่อมไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งวันนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จะนำเสนอวิธีที่จะนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางอย่างยั่งยืน นั่นคือ การดูแลและซ่อมบำรุงระบบต่างๆ แบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Preventive Maintenance) หลายท่านอาจนึกไม่ถึงว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่เรามองไม่เห็น แต่แฝงตัวอย่างเงียบๆ นั่นคือ ค่าใช้จ่ายการซ่อมหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบวิศวกรรมอาคาร ระบบลิฟท์โดยสาร ระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร แต่หากไม่มีการวางแผนและไม่มีมืออาชีพเข้ามาดูแลแต่เนิ่นๆ ในระยะยาวอาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่เป็นภาระทางการเงินให้กับเจ้าของร่วมทุกคนได้ โดยวิธีที่จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาระบบต่างๆ ของอาคารอย่างยั่งยืนมีดังนี้ นิติบุคคลโครงการควรทำแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายล่วงหน้า โดยผู้ดูแลอาคารหรือนิติบุคคลต้องทำแผนสำหรับค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 แผน นั่นคือ แผนระยะสั้น สำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือน (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแม่บ้าน รปภ.) แผนระยะกลาง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน (ค่าจ้างตัดต้นไม้ ค่าฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค ค่าฉีดกำจัดแมลง) แผนระยะยาว สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง (ลิฟท์ สระว่ายน้ำ ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการซ่อมแซมตัวอาคาร เช่น การทาสี) ซึ่งการทำแผนค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 แผนนี้ จะทำให้สามารถบริหารเงินส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตล่วงหน้า ช่างประจำอาคารจะต้องมีความรู้ระดับมืออาชีพ เพราะหากมีช่างที่มีความรู้ความชำนาญก็จะช่วยดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ชำรุดเสียหายก่อนกำหนด ซึ่งในบางกรณีที่ช่างประจำอาคารมีการดูแลด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และมีแผนการซ่อมบำรุงที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการตรวจสอบประจำวัน ประจำสัปดาห์ รอบรายเดือน หรือตรวจสอบประจำปี ก็สามารถยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บางอย่างออกไปได้นานกว่ากำหนดได้อีก และที่สำคัญการมีแผนป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Preventive Maintenance) เปรียบเหมือนการเช็คระยะรถยนต์ตามรอบ ก็จะช่วยบำรุงรักษาอุปกรณ์และระบบให้ไม่ชำรุดเสียหาย สามารถเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ทันก่อนลุกลามจนเกิดการชำรุดเสียหายครั้งใหญ่ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านงานซ่อมแซมได้จำนวนมาก ฉะนั้น การดูแลงานด้านระบบวิศกรรมอาคารที่มีประสิทธิภาพจึงถือเป็นการบริหารเงินในเชิงป้องกัน เพื่อลดรายจ่ายการซ่อมหรือการเปลี่ยนใหม่ ที่จะทำให้เกิดรายจ่ายมหาศาลขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากทางนิติบุคคลมีการคัดเลือกช่างที่มีประสบการณ์และมีการเข้ารับการอบรมจากหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มทักษะอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทำให้โครงการบริหารเงินส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำเงินไปพัฒนาตัวโครงการ เช่น นำไปปรับปรุงรีโนเวทอาคารให้สวยงามมีสภาพดีเหมือนใหม่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงนำไปจัดกิจกรรมพิเศษให้ลูกบ้าน หรือลงทุนในกองทุนเพิ่มเติมได้…

Rent to Buy เทรนด์ใหม่การเข้าถึงที่อยู่อาศัยของ First Jobber

การใช้ชีวิตของคนที่เริ่มทำงาน หรือ First Jobber ในเมืองหลวงที่การจราจรแน่นขนัดในชั่วโมงเร่งด่วนอย่างกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก โดยเฉพาะ First Jobber ที่ต้องเดินทางจากบ้านเข้ามาทำงานย่านใจกลางธุรกิจ เพราะแค่เวลาเดินทางไป-กลับแต่ละวันก็หมดไปหลายชั่วโมง ทำให้มีเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน ออกกำลังกายน้อยลง รวมถึงมีเวลาไปฝึกอัพสกิลด้านต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ เช่น การเรียนภาษาเพิ่มเติม หรือลงคอร์สต่างๆ ได้ยากขึ้น ดังนั้นการมีคอนโดมิเนียมใกล้ที่ทำงานจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าคนทำงานรุ่นใหม่ในยุคนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงนั้น กลุ่ม First Jobber มักประสบปัญหาด้านการกู้เงินขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารหรือสถาบันทางการเงิน เนื่องจากการที่เพิ่งเริ่มทำงาน หลายคนยังไม่มีประวัติทางการเงิน ยังไม่มีฐานข้อมูลเครดิต อีกทั้งอายุการทำงานที่ยังไม่มากพอ จึงอาจไม่ได้รับการปล่อยสินเชื่อที่ง่ายนัก จากช่องว่างของความต้องการและการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของเหล่า First Jobber ที่เกิดขึ้น ล่าสุดเราจึงได้เห็นการปรับตัวของกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ออกแบบแพลตฟอร์มโมเดลทางธุรกิจ ให้สามารถจับคู่ความต้องการของผู้ที่อยากจะลงทุนและบริการด้านการเงินของผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ให้สามารถใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมได้ตามที่ฝัน ด้วยการ “เช่าซื้อ” หรือ Rent to Buy นั่นเอง ซึ่งการเช่าซื้อคือการทำสัญญาซื้อขายรูปแบบหนึ่ง เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ยังไม่สามารถกู้ขอสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินได้ แต่ที่จริงแล้วมีความสามารถในการซื้อ ส่วนข้อแตกต่างของการเช่าซื้อ กับ การเช่าทั่วไป มีความแตกต่างกันคือ การเช่าซื้อ จริงๆ แล้วคล้ายกับการเช่าทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่การเช่าซื้อเป็นการจ่ายค่าเช่าไปก่อน และเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดผู้เช่าจะซื้อห้องคืน และได้สินทรัพย์คอนโดห้องนั้นมาเป็นของตนเอง รูปแบบโมเดลธุรกิจ Rent to Buy นี้ จะมีตัวแทนเป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่หา 1. นักลงทุน ผู้มีเครดิตทางการเงิน ที่สามารถกู้ขอสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินได้ และหา 2. ผู้ที่ต้องการซื้อคอนโด แต่ยังไม่มีเครดิตการขอสินเชื่อบ้าน เพื่อจับคู่กัน และตัวแทนจะดีลกับสถาบันการเงิน เพื่อทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีระยะเวลาตามที่กำหนด เพื่อเป็นข้อมูลให้สถาบันการเงินพิจารณาว่าหากผู้เช่าสามารถจ่ายค่าเช่าได้ตามที่กำหนดครบทุกงวด ก็จะเก็บเป็นประวัติทางการเงินที่ช่วยเพิ่มเครดิตให้ผู้เช่า จนสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นๆ ได้ เพื่อได้เงินกู้มาซื้อคอนโดนั้นเองในที่สุด ดังนั้นในมุมคนอยากซื้อบ้านแต่ยังไม่มีเครดิตที่จะกู้ผ่าน ก็สามารถเช่าซื้ออยู่ไปก่อนเพื่อเตรียมตัวกู้ซื้อคืนไปในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา วิธีนี้ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับผู้เช่าซื้อสำหรับอยู่เองเท่านั้น แต่ยังให้ผลดีต่อฝั่งผู้ขายหรือนักลงทุนเพราะสามารถใช้เครดิตตัวเองลงทุน แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจิปาถะหรือการหาคนเช่า ไม่ต้องดูแลห้อง กู้แล้วจบ ลงทุนแล้วก็ได้ผลตอบแทนตั้งแต่วันแรก อย่างไรก็ตาม การลงทุนก็อาจมีความเสี่ยงในแง่ที่ว่า หากผู้เช่าไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ครบทุกงวด หรือหากถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้วผู้เช่าไม่สามารถซื้อคอนโดคืนไปได้ จะต้องจัดการอย่างไร จึงต้องมีวิธีการที่รัดกุม ด้วยการเลือกเช่าซื้อโดยใช้บริการผ่านตัวแทนให้บริการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซื้อ-ขาย-เช่า จากบริษัทมืออาชีพ เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานจัดการ ที่จะสามารถช่วยคัดกรองเจ้าของห้องที่มีคุณภาพ รวมถึงคัดกรองผู้เช่าซื้อที่ดีให้กับนักลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงของทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งต้องมีสัญญาที่รัดกุมว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวต้องมีการซื้อคืนและเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่เป็นธรรม ไม่เสียผลประโยชน์ และเมื่อผู้เช่าซื้อได้ทำการเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นก็จะต้องเตรียมตัวด้านเครดิตให้ดี เพื่อให้สามารถทำการกู้กับสถาบันการเงินเพื่อซื้อคืนห้องได้อย่างเรียบร้อยหลังจากที่สัญญาเช่าซื้อครบกำหนด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้กลุ่ม First Jobber สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างไม่ยากเกินไปนัก บทความที่เกี่ยวข้อง: มาแต่งห้องเพื่อดึงดูดผู้เช่าในอนาคตกันเถอะ วิเคราะห์อสังหาฯ เชียงใหม่ ความน่าสนใจและแนวโน้มหลังโควิด-19 เหตุใดทาวน์โฮมจึงได้ไปต่อ หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: นิติบุคคลคอนโด, นิติบุคคลอาคารชุด, คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, bangkok condo for rent, คอนโดพระราม 4 พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์…

คนซื้อบ้านต้องรู้ เมื่อความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ทำเล

บทความประจำคอลัมน์ The Bangkok Insight โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดย คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะคลายล็อกดาวน์กันแล้ว แต่สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด–19 ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง ส่งผลให้กิจกรรมที่เป็น New Normal หลายรูปแบบยังคงต้องดำเนินต่อ และเรายังคุ้นชินกับการใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมที่บ้านเพื่อเซฟตัวเอง ดังนั้นเมื่อผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมต่างจากเดิม เช่น การมีพื้นที่ออกกำลังกายที่บ้านจากเดิมที่พิจารณาเพียงห้องออกกำลังกายของส่วนกลาง ความต้องการพื้นที่สำหรับประกอบอาหารเล็กๆ การมีสวนหลังบ้านหรือพื้นที่สีเขียวในโครงการ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้คนยุคใหม่คำนึงถึงก็คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งทุกวันนี้ปัจจัยด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมากพอๆ กับเรื่องของทำเล เพราะเมื่อต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ก็ย่อมต้องการความอุ่นใจในการอยู่อาศัยตลอด 24 ชั่วโมง จากการสำรวจของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เราพบว่าในด้านความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยที่ผู้ซื้อต้องการ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การมีกล้องวงจรปิดที่ครอบคลุม 2.มีสัญญาณกันขโมยหรือสัญญาณเตือนภัยหากเกิดการบุกรุก 3.มีรปภ.คอยตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง 4.มีระบบประตูล็อกดิจิทัล และ 5.มีระบบคีย์การ์ดสำหรับเข้าอาคารหรือการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจากผลสำรวจนี้เห็นได้ว่าความต้องการเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เข้ามามีความสำคัญกับความรู้สึกของผู้ซื้อ และความปลอดภัยนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการติดตั้งวางระบบและเทคโนโลยีเท่านั้น ต้องดูแลจัดการโดยบุคลากรคุณภาพด้วย ประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงนี้ เป็นสิ่งท้าทายที่แต่ละโครงการจะต้องดูแลให้ได้ ดีที่สุด โดยสามารถจัดการเหตุได้ทันเวลาหรือสามารถระงับความเสี่ยงได้ก่อนที่จะลุกลามจนเกิดเหตุขึ้น ซึ่งจากการที่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในบทบาทงานด้านบริหารจัดการโครงการที่พักอาศัย ที่ปัจจุบันดำเนินการดูแลอยู่มากกว่า 200 โครงการทั้งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม พบว่าปัจจุบันหลายโครงการได้มีการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย เพื่อดูแลความปลอดภัยแก่ลูกบ้าน อาทิ การติดตั้งรั้วเซนเซอร์รอบหมู่บ้าน เพื่อตรวจจับความผิดปกติหรือมีการรุกล้ำแนวรั้ว การมีกล้อง CCTV Analytic ที่นอกจากจะสังเกตการณ์บันทึกภาพ ยังมี AI ที่สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติและแจ้งเตือนได้ หรือการมีศูนย์ควบคุมสังเกตการณ์จากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อระบบจากในโครงการต่างๆ เข้ามามอนิเตอร์ที่ส่วนกลาง และมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทีมนิติบุคคลในแต่ละโครงการ เพื่อประสานการตรวจสอบดูแลในพื้นที่ ณ จุดเกิดเหตุอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะ New Normal จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของการดูแลด้าน Social Distancing ในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การทำความสะอาดฆ่าเชื้อในบริเวณโครงการ การคัดกรองผู้มาติดต่อในโครงการที่พักอาศัย หรือเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการแบบไร้สัมผัส (Touchless) เช่นการมีประตูเซนเซอร์เปิดปิดอัตโนมัติ การลงทะเบียนผู้มาติดต่อแบบไม่ต้องแลกบัตรโดยให้ลูกบ้านสามารถลงทะเบียนผู้มาติดต่อล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยแบบ Social Distancing แล้ว ยังปลอดภัยด้านการจัดเก็บและตรวจเช็คข้อมูลผู้มาติดต่อสำหรับทีมนิติบุคคล ให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้หากโครงการใดมีการดูแลบริหารจัดการที่ดี ก็จะสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงสุขภาพที่ดีของผู้พักอาศัย ซึ่งการที่แต่ละโครงการจะสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือจะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เพราะหากมีเทคโนโลยีที่ดีแต่เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ ไม่สามารถใช้งานได้จริงก็จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลโครงการที่อยู่อาศัยจะต้องสร้างมาตรฐานในการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ให้มีทักษะพื้นฐานรอบด้าน เช่น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้กำหนดมาตรฐานของผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ด้านรักษาความปลอดภัย ซึ่งนอกจากต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ยังมีการเสริมทักษะพิเศษระหว่างปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เช่น หลักสูตรการช่วยเหลือทางน้ำ, การจับสัตว์เลื้อยคลาน,…

พลัสฯ สร้างมาตรฐานต้นแบบอสังหาฯ จับมือ 6 บริษัท รปภ. มืออาชีพ ยกระดับความปลอดภัยให้ลูกบ้าน

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ นำโดยนางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย (นั่งขวา) รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ และนางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล (นั่งซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารที่พักอาศัย ร่วมยกระดับ Sansiri Security System สู่มาตรฐานความปลอดภัย 360 องศา พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจ Property Management โดยได้ผนึกพันธมิตรมืออาชีพ ครั้งแรกในวงการอสังหาฯ กับ Exclusive Partner 6 บริษัท ได้แก่ บอดี้การ์ดสตรองแมน, ประสิทธิ์ การ์ด, รักษาความปลอดภัย พีจีเอส, ริช ซีเคียวริตี้ การ์ด, วี พี ซี อินเตอร์ กรุ๊ป และ อินเทนท์ซีเคียวริตี้ การ์ด (ไทยแลนด์) โดยทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจาก 6 บริษัทพันธมิตรนี้ ปัจจุบันเข้าดูแลความปลอดภัยแล้วใน 43 โครงการของแสนสิริ และตั้งเป้าผลักดันขยายความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมทุกโครงการที่พลัสฯ บริหาร ซึ่งทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะได้รับการเทรนนิ่งอย่างเข้มข้นจาก Sansiri Security Inspection (SSI) จนผ่านมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเสริมทักษะรอบด้านในระหว่างการทำงาน และมีโปรแกรมสนับสนุนเพื่อพัฒนาและทำงานเติบโตร่วมกันในระยะยาว สร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นในทุกมิติการอยู่อาศัยของลูกบ้านในโครงการที่พลัสฯ บริหาร บทความที่เกี่ยวข้อง: แสนสิริผนึกกำลังพลัสฯ ประกาศยกระดับ Sansiri Service ชูความปลอดภัย สำคัญอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พลัสฯ ชูหลักบริหารจัดการ ดูแลจากใจ ห่วงใยคุณ เปิดฟีเจอร์ใหม่กู้วิกฤต COVID-19 ให้ลูกบ้าน พลัสฯ ดูแลจากใจ สู้ภัยโควิด-19 มอบอุปกรณ์ Face Shield รพ.สงฆ์ และอุปกรณ์ทำหน้ากากผ้าแก่ลูกบ้าน หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, Bangkok condo for rent, คอนโดพระราม 4 พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนบริการอสังหาริมทรัพย์ ให้คำปรึกษาฝากขายปล่อยเช่า และการซื้อขายเช่าคอนโดมือสองครบทุกขั้นตอน บริหารโครงการที่พักอาศัย/โครงการเพื่อการพาณิชย์ บริหารงานขายและการตลาดโครงการ ด้วยทีมงานระดับคุณภาพ กับประสบการณ์ที่มากกว่า 20 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02 688 7555 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาข้อมูลการบริการของเราเพิ่มเติมครับ